องค์การอนามัยโลก หรือ WHO รายงานเมื่อปี 2550 ว่า โรคขาดสารไอโอดีน (IODINE DEFICIENCY DISORDERS หรือ IDD) เป็นปัญหาด้านสุขภาพซึ่งสามารถป้องกันได้ ที่โลกควรหันมาให้ความสำคัญ เพราะมีผลกระทบต่อ ประชากรโลกโดยรวมถึงกว่า 2 พันล้านคน โดย 1/3 ของ จำนวนดังกล่าวเป็นเด็กซึ่งอยู่ในวัยเรียน

โรคขาดสารไอโอดีนพบมากเป็นพิเศษในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา เนื่องจากการกระจายตัวของ แร่ธาตุไอโอดีนในดินแตกต่างกันในแต่ละบริเวณของโลกรวมถึงความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ทำให้อาหารที่เก็บเกี่ยวในแต่ละประเทศมีระดับไอโอดีนที่ต่างกัน และอาจไม่เพียงพอ ประเทศพัฒนาแล้วหันมาใช้เกลือเสริมไอโอดีน (IODIZED SALT) เพื่อแก้ปัญหาประชากรในประเทศขาดไอโอดีนกันตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอีกจำนวนหนึ่ง ยังคงเผชิญปัญหาอยู่

ไม่ใช่แค่คอพอก !

อันที่จริงแล้ว โรคคอพอก ซึ่งเป็นโรคที่เรารู้จักกันทั่วไปว่าเกี่ยวข้องกับการขาดไอโอดีนนั้น เป็นโรคที่น่าห่วงน้อยกว่าด้วยซ้ำไป เพราะมันจัดว่าเป็นอาการขาดไอโอดีนขั้นรุนแรงที่เห็นได้ชัดเจนและหลายประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยสามารถควบคุมได้แล้ว อย่างไรก็ตาม โรคขาดสารไอโอดีน มีผลกระทบที่กว้างขวางกว่านั้น เพราะไอโอดีนมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การพัฒนาสมองตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ของทารก (อ่านความสัมพันธ์ของสารไอโอดีนกับการพัฒนาสมองได้ที่ IODINE FACTS) ส่วนอาการอื่นๆ ที่วินิจฉัยได้ยากกว่า แต่เป็นอันตรายต่อระดับสติปัญญาของประชากรมากกว่า กลับยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ดังนั้น การขจัดโรคขาดสารไอโอดีน จึงจัดเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนซึ่งทุกประเทศ รวมถึง ประเทศไทยควรให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มศักยภาพ ในสติปัญญาให้กับประชากรและโดยเฉพาะเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติต่อไป

Download
175k