รู้จัก โรคขาดสารไอโอดีน

โรคขาดสารไอโอดีน (IODINE DEFICIENCY DISORDERS หรือ IDD) เป็นผลกระทบที่ เกิดจากภาวะการขาดสารไอโอดีนทั้งหมด ทั้งที่รู้จักกันดีเพราะมีให้เห็นอย่างชัดเจนอาทิ โรคคอพอก (GOITER) และที่ตรวจสอบได้ ยากกว่าอย่างการมีพัฒนาการทางสมองและร่างกายต่ำ ไปจนถึงโรคเอ๋อ (CRETINISM)

ในอดีตโรคขาดสารไอโอดีนเคยถูกมองว่าเป็นปัญหาทางด้านร่างกายเท่านั้น เพราะผลกระทบเพียงแต่ทำให้ต่อมไทรอยด์โต (โรคคอพอก) ปัจจุบันโรคขาดสารไอโอดีนได้รับการยอมรับว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติทางระบบประสาทและสมองมากที่สุดในโลก ผลกระทบที่เกิดจากภาวะการขาดสารไอโอดีนทั้งหมด นับตั้งแต่การพัฒนาที่ผิดปกติของสมอง การขาดสารไอโอดีนของเด็กทารกในครรภ์อาจมีผลให้แท้ง หรือคลอดออกมามีสมองที่พิการ หูหนวกเป็นใบ้ ร่างการแคระแกร็น หรืออาจลดระดับไอคิวในเด็กเล็กได้ 10-15 จุด ผู้ใหญ่ก็จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ ใจสั่น และทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ อาการโรคเอ๋อและโรคคอพอก รวมเรียกว่าโรคขาดสารไอโอดีน (IDD) นับเป็นอันตรายต่อการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของ ประเทศอีกด้วย

Source: Department of Medical Sciences, MOPH, Thailand, 2007
** mU/L = milliunits per liter

วิกฤติขาดสารไอโอดีน…
ทั้งประเทศ!

 

รู้หรือไม่ว่า ในปี 2552 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการสำรวจระดับภาวะการขาดสารไอโอดีนตามมาตรฐานของ WHO/ UNICEF/ ICCIDD จากรายงานจากการทบทวนโครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนในครั้งนี้ พบว่า…ไม่มีจังหวัดใดเลยในประเทศไทยที่ได้รับสารไอโอดีนอย่างเพียงพอ!
ที่มา : การทบทวนโครงการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก พ.ศ. 2552 : ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการสู่เป้าหมายการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนอย่างยั่งยืนในประเทศไทย” สภานานาชาติเพื่อการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีน, 2552, ประเทศไทย

ทั้งนี้ผลสำรวจดังกล่าวสอดคล้องกับการสำรวจ โดย UNICEF เองในปี 2549 ที่พบว่าอัตราการ ได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอในครัวเรือนลดลงอย่างมากเมื่อเทียบระหว่าง ปี 2538 กับปี 2548 จากร้อยละ 74 เหลือเพียงร้อยละ 47 เท่านั้น ขณะที่หลายประเทศอื่นๆ ที่เคยมีปัญหา อยู่ในขั้นวิกฤติในอดีตต่างมีแนวโน้มพัฒนาได้ดีขึ้น
ที่มา : UNICEF

วิกฤติ IDD สู่วิกฤติ IQ

 

เรื่องที่น่าตกใจมากไปกว่านั้นคือ จากการศึกษาของโรงพยาบาลรามาธิบดี ในปี 2547 พบว่า ค่าเฉลี่ยระดับเชาวน์ปัญญาหรือ IQ (INTELLIGENCE QUOTIENT) ของเด็กที่เก็บตัวอย่างมานั้นลดลงจาก 91 จุด ในปี พ.ศ. 2540 เหลือเพียง 88 จุด ในปี พ.ศ. 2545 อันเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 90-110 และยังต่ำกว่าระดับ 104 ซึ่งเป็นระดับเฉลี่ย IQ ของเด็กๆ ในประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นอย่างมาก มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าการขาดสารไอโอดีนอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ นำไปสู่ระดับ IQ ที่ลดลงได้ เนื่องจากไอโอดีนมีบทบาทอย่างมากในการ พัฒนาของเซลสมอง (อ่านความสัมพันธ์ของสารไอโอดีนกับการพัฒนาสมองได้ที่ IODINE FACTS)

แม้ในความจริงแล้ว มีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับระดับ IQ ของเด็ก อีก อาทิพันธุกรรมการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ฯลฯ แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วว่า โรคขาดสารไอโอดีน เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด ความผิดปกติทางระบบประสาทและสมองมากที่สุดในโลกที่สามารถป้องกันได้ และระดับ IQ โดยเฉลี่ยในกลุ่มประชากรที่ได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพออาจต่ำกว่าประชากรที่ได้รับอย่างเพียงพอถึง 10-15 จุด นานาชาติจึงหันมาให้ความสำคัญกับปัญหานี้กันอย่างจริงจัง

แก้ไขได้…เกลือต้องใส่ไอโอดีน

ที่มาของปัญหาทั้งหมดเกิดจากเกลือไทย ยังไม่มีไอโอดีนในปริมาณที่เพียงพอ (อ่านข้อเท็จจริงของเกลือไทยที่ IODINE FACTS) แต่ยังไม่สายเกินไป วิกฤตินี้ยังสามารถแก้ไขได้ด้วยความร่วมมือของทุกคน โดยการร่วมสนับสุนนกฎหมายบังคับให้เกลือปรุงอาหารและเกลือที่ใช้เป็นส่วนผสมใน ผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ต้องใส่สารไอโอดีนเข้าไปด้วย หรือแนวทางที่ชื่อ ”เกลือเสริมไอโอดีนทั่วหน้า” (UNIVERSAL SALT IODIZATION) เพื่อการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนอย่างยั่งยืน ซึ่งทำให้เรามั่นใจได้ว่าอนาคตของชาติทุกคนจะได้มีสติปัญญาพร้อมแข่งขันกับนานาประเทศ และนำพาชาติไปสู่ความเจริญในยุคต่อๆ ไปได้ (อ่านรายละเอียดของแนวทาง ‘เกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า’ ได้ที่ ABOUT CAMPAIGN)

การบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของไทรอยด์ฮอร์โมนที่ร่างกายมนุษย์สร้างเองไม่ได้ และจำเป็นต่อการควบคุมการทำงานของสมอง รักษาระบบการเจริญเติบโต การเผาผลาญและการใช้พลังงานของร่างกาย ถึงแม้ว่าร่างกายจะใช้ไอโอดีนในปริมาณน้อย แต่เราทุกคน ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์และเด็กๆ จำเป็นต้อง
รับประทานทุกวัน ไปจนตลอดชีวิต

Download
2.34MB